สวัสดีนักเดินทาง บันทึกในคราวนี้ขอนำเสนอความทรงจำที่แสนจะประทับใจ และเรียกได้ว่าประทับใจแบบเหนือความคาดหมายที่ตั้งไว้เป็นอย่างมาก เพราะที่นี้คือ มัณฑะเลย์ ราชธานีเก่าแห่งสุดท้ายของเมืองพม่า นั้นเอง

BeTraveler

ทริปสุดคูลนี้เกิดเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราออกเดินทางจากประเทศไทย ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ถึงเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เวลาท้องถิ่นประมาณ 13.40

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้เราใช้บริการ ของ Nay Linn Naing Travels $ Tours Co., LTD. ของพี่ Nay Linn โดยดูแลทั้งเรื่องรถยนต์ คนขับ และจัดหาไกด์ให้กับเรา ก่อนเดินทางมาเราได้ติดต่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมการเที่ยวที่เราอยากจะไปให้กับ ทางบริษัท บอกเลยบริการดี คนขับสุภาพเรียบร้อย สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี รถยนต์นั่งสบายแอร์เย็นฉ่ำ ใครอยากใช้บริการก็ติดต่อตามรายละเอียดด้านล่างนี้

เมื่อรับกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ออกมาพบกับป้ายชื่อและพี่คนขับสุดหล่อของเราในทริปนี้ คือ พี่ zayar shwetoe ถือรอรับพวกเราอยู่หน้าประตูทางออก แล้วก็นำเราไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ สำหรับสนามบินเป็นสนามบินเล็กๆการจราจรแตกต่างกับเมืองไทยเอามากๆ

สนามบินมัณฑะเลย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กว่ากิโลใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 40 นาที ระหว่างการเดินทางก็แปลกตาสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเรา สิ่งแรกที่เห็นก็คือถนนหนทาง รวมทั้งการจราจรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แอบเก็บภาพด่านเก็บเงินทางด่วนมาฝาก ไม่ได้ถามราคาพี่คนขับมา แต่มีช่อง ETC สะด้วย

และไม่นานน่าจะถึงวงเวียนที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง พี่คนขับก็พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า welcome to Mandalay!!!

จากนั้นพี่คนขับก็พาเรามาส่งที่โรงแรมเพื่อ Checkin เก็บของแล้วก็เดินทางออกไปเที่ยวกัน สถานที่แรกที่เราไปคือ วัดกุโสดอว์ / Kuthodaw Pagoda

คนพม่าใช้ดอกบัวสีสวยในการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพ ใครมาจะต้องชอบเหมือนเรา

วัดนี้มีเจดีย์จำลองรูปแบบพระมหาเจดีย์ชเวสิกองจากเมืองพุกาม ชื่อว่า พระเจดีย์มหาโลกมารชิน มีความสูง 30 เมตร สวยเด่นเป็นสง่าจนมองเห็นได้จากที่ไกลๆเลย

ที่นี้ถือว่าอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 โดยพระเจ้ามินดง กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของพม่า ให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729 แผ่นและนำแต่ละแผ่นไปวางที่แท่นบูชาต่างๆภายในวัด

โดยด้านหน้าของวัดมีองรูปปั้นพระเจ้ามินดงผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ตั้งประดิษฐานอยู

นอกจากนี้วัดแห่งนี้ องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนพระไตรปิฏกหินอ่อนภายในวัดให้เป็นมรดกโลกเมื่อเดือนมิถุนายน 2013

จากนั้นพี่คนขับก็พาเราไปชมวิวของเมืองที่ Mandalay Hill

รถขึ้นมาส่งถึงข้างบนเลย นอกจากจะได้ขึ้นมาชมวิวแล้ว ยังได้มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุท่ีเจดีย์ “ซูตองพญา” ท่ีอยู่บนยอดเขาด้วย คนท่ีนี่เช่ือว่ามัณฑะเลย์ฮิลล์คือ ยอดเขาท่ีคอยค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป

สำหรับที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนยามเย็นของคนมัณฑะเลย์ โดยเฉพาะวิวเมืองจากบนนี้ จะสามารถมองเห็นแม่น้ําอิรวดี พระราชวังมัณฑะเลย์และวัดกุโสดอร์ได้เลย

ก่อนจะกลับไปพักผ่อน พวกเราบอกพี่คนขับว่าอยากจะสัมผัสบรรยากาศตลาดยามค่ำคืนของเมืองนี้ Night Market ว่าจะคึกคักแค่ไหน พี่คนขับก็พาเราไปส่งที่หน้าตลาด ถือว่าเป็นตลาดโต้รุ่งกลางเมือง อ่ะ… ลองดู

และเมื่อมาถึงถิ่นชาวพม่าก็จะต้องลองหมูจุ่มพม่าสักครั้ง บรรยากาศคึกคักมากมีแต่คนพม่าแทบจะมองไม่เห็นนักท่องเที่ยวเลย

คือต้องบอกว่าจากสายตาของพวกเรา ต้องบอกเลยว่าบนหม้อแต่ละร้านมีหมูแทบทุกส่วนเรียงรายให้เลือกจุ่ม น่าอร่อยดี เลยตัดสินใจเลือกร้านที่คนไม่มีจะได้นั่งตำแหน่ง ดีที่สุดก็คือหน้าหม้อจุ่มนั่นเอง 5555

เมื่อ เก้าอี้ว่าง ใจพร้อม กายพร้อม ลุย!!!

เมื่อนั่งลงก็สามารถเลือกกินได้ทุกไม้ มีน้ำจิ้มให้สองแบบ มีน้ำซุปให้ 1 ถ้วย ส่วนพี่สาวคนสวยเค้าก็จะคอยหั่นส่วนต่างๆพวกเนื้อติดมันคอยเสิร์ฟให้เรา สรุปได้ว่าอร่อยมาก ถ้าได้มาลองเถอะอย่าได้กลัว

อิ่มแล้วกลับโรงแรมนอนได้….. ก่อนลาจากพี่คนขับรถก็นัดเวลาสำหรับการไปชมพิธีกรรม ล้างหน้าพระมหามุนี ในวันพรุ่งนี้ โดยนัดเวลากันตอนตีสาม ในเมื่อเราต้องการไปอยู่ข้างหน้าก็ต้องทุ่มเทสักหน่อย

วันรุ่งขึ้น….. เวลาตี 3 จากโรงแรมเดินทางมาถึงวัดใช้เวลาไม่นาน ก็เป็นไปตามคาด เราได้อยู่ข้างหน้าสม ความตั้งใจ

ระหว่างนี้ก็รอประตูรั้วเปิด เราก็เตรียมซื้อของถวายมีข้าว น้ำ ขนม และดอกไม้

ประตูเปิดออก ก็รีบเดิน… บริเวณที่นั่งจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือผู้ชายจะ นั่งบริเวณด้านหน้าติดกับองค์พระมหามุนี ส่วนผู้หญิงก็จะนั่งถัดออกมาโดยมีรั้วเหล็กกั้น

องค์พระมหามัยมุนี (คนพม่าเรียกพระมหาเมียะมุนี) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพม่า ที่ทรงเครื่องกษัตริย์ หน้าตักกว้าง 9 ฟุตสูง 12 ฟุตหล่อด้วยสำริดเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของ พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์เมืองธัญญวดี ที่ทรงฝันถึงพระพุทธเจ้า จึงหวังให้พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ช่วยค้ำจุนพระพุทธศาสนาในพม่าให้รุ่งเรือง

เวลาตีสี่ครึ่งเหล่าลูกศิษย์ในชุดขาวห่มขาวก็นำเครื่องบูชาทั้งหลายมาตั้งวางเรียงกันพอเรียบร้อยเจ้าอาวาสก็เริ่มถวายดอกไม้จากนั้นก็นำ ผ้าเหลืองมาห่มประผมน้ำมนต์ที่ผสมด้วยเครื่องหอมที่ทำจากเปลือกไม้ตะนะกา แล้วใช้แปรงสีฟันบริเวณพระโอษฐ์เหมือนกันแปรงฟันก่อนนำฟองน้ำเช็ดถูทั่วทั้งพระพักตร์ให้สะอาดและเช็ดด้วยผ้าที่นำมาเข้าพิธีครั้งชาวบ้านก็จะนำกลับไปสักการะบูชาสุดท้ายหลวงพ่อจะใช้พัดโบกสะบัดที่พระพักตร์ถวายอาหารและปิดทองคำเปลวเป็นอันเสร็จพิธีรวมแล้วกินเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง

เหตุที่มีพิธีล้างพระพักตร์นี้ก็เพราะมีความเชื่อว่าพระพุทธรูปนี้มีชีวิตเพราะได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า!!! อันเปรียบเสมือนการมอบชีวิตและจิตวิญญาณไว้ในตัวแทนของพระองค์ดังนั้นถ้าพระพุทธรูปยังมีชีวิต การทำความสะอาดองค์พระก็ถือว่าเป็นการทำบุญ ดังนั้นจึงต้องมีพิธีล้างพระพักตร์ให้พระมหามัยมุนีกันในทุกๆ เช้า

สำหรับป้าคนนี้ เธอเตรียมของมาถวาย มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่อสาการะพระมหามุนีด้วยความตั้งใจ

มีอีกหนึ่งสิ่งที่ได้จากการมาที่นี้คือ ความศรัทธาของคนพม่าที่มีต่อพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคนวัยไหนก็ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเป็นสิ่งแรก จากภาพล้วนเป็นวัยรุ่นชายชาวพม่าทั้งนั้น

จากนั้นปิดทองบนองค์พระ ใช้เฉพาะทองคำเปลว 100% ไม่อนุญาติให้ผู้หญิงเข้าปิดทอง ก็ต้องฝากหนุ่มๆเข้าไป การปิดทองซ้ำๆ ของความศรัทธาของคนที่เดินทางมา จนเอานิ้วกดลงไปรู้สึกได้ถึงความนุ่มของทองคำจนมีอีกชื่อ “พระเนื้อนิ่ม” โดยแม้จะปิดทององค์พรมานานกว่าศตวรรษจนองค์พระใหญ่ขึ้นแต่ พระพักตร์ของพระมหามุนีกลับดูใหญ่ตามองค์อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ไม่ได้ปิดทองที่พระพักตร์

เมื่อพิธีกรรมเรียบร้อย ก็เดินชมบริเวณวัด สวบงามจริงๆ

จากนั้นก็เดินทางกลับโรงแรมกินอาหารเช้า แล้วออกไปเที่ยวกันต่อ ที่สถานที่ต่อไปมิงกุน หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมน้ำ นั่งเรือล่องแม่น้ำเอยาวดี ไปชมเจดีย์ที่เกือบจะใหญ่ที่สุดในโลก

บนเรือ พี่ Nay Linn จัดให้เรา 2 คนทั้งลำ มีบริการเครื่องดื่มให้พร้อมเลย

บรรยากาศการนั่งเรือก็ชิวสุดๆ ได้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำอิราวดี

และไม่นานเราก็เห็นเจดีย์มิงกุน ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมีขนาดใหญ่มากจนเราสามารถเห็นจากบนเรือในระยะไกล สมกับฉายาทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี

เมืองเล็กแห่งนี้อยู่ห่างจากมัณฑะเลย์ 11 กม. ที่นี้ยังมีเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตอันยาวนาน

รถสุดเทห์มารอรับพร้อมกับไกด์สุดหล่อที่จะพาเราเที่ยวชมความเป็นมินกุงอย่างละเอียด โดยต้องซื้อบัตรเข้าชมที่นี่ในราคา 5000 Ks จ่ายทีเดียวเข้าชมได้ทุกจุดของเมืองมิงกุนและสกายน์

เจดีย์นี้ออกเสียงเป็นภาษาพม่าว่า ปาโตดอจี (Pahtodawgyi) แปลตรงตัวว่า… “สร้างไม่เสร็จ”

พระเจ้าปดุงตั้งใจสร้างเจดีย์นี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกแห่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้สูงถึง 152 เมตร แต่ก่อสร้างไปได้แค่ 7 ปี พระเจ้าปดุงก็เสด็จสวรรคต (หลังจากแพ้สงคราม 9 ทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 ) พระมหาเจดีย์ที่ตั้งใจจะสร้างให้ยิ่งใหญ่ จึงเสร็จไปได้แค่ฐานเจดีย์ที่มีความกว้างถึง 50 เมตร

ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2381

ส่วนนี้คือ จรเข้ระบายน้ำ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวพม่าในสมัยนั้น

จากนั้นไกด์พาเราไปดูโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนของเด็กเด็กในเมือง ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ตอนเด็กเด็กสามารถเรียนหนังสือ อุปกรณ์การเรียนและยังเป็นหอพักให้กับนักเรียนอีกด้วยรวมทั้งมีทุนการศึกษาในการเรียนต่อในประเทศไทย เป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่มีเรื่องราวมากใครมาที่นี่อย่าลืมแวะมาชมนะ เด็กเด็กที่นี่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก

จากนั้น นั่งรถต่อไปอีกหน่อย เจดีย์ชินพิวเม (Hsinbyume Pagoda) เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามมาก

สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ หลานของพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่พระองค์มีต่อพระมหาเทวีชินพิวมิน ที่เสียชีวิตไป เจดีย์เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาล โดยมีเจดีย์อยู่ตรงกลางณ. ยอดเขาพระสุเมรุ เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลพร้อมด้วยคุณเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ วิวจากบนเจดีย์นี้สามารถมองเห็นเจดีย์มิงกุนได้และเห็นวิวของแม่น้ำอิราวดี เจดีย์มีสีขาวสว่างโดดเด่น สำหรับใครที่เป็นช่างภาพคงจะต้องชอบเป็นอย่างมาก

สำหรับใครที่มาอย่าลืมซื้อดอกบัวขึ้นไปถวายพระด้านบนกันนะ

ที่ต่อไปก็คือระฆังมิงกุน (Mingun Bell) ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกสร้างโดยพระเจ้าปดุง โดยพระองค์ตั้งใจสร้างให้คู่กับเจดีย์โดยเสร็จสมบูรณ์ในปีคริสตศักราช 1810 โดยมีเส้นรอบวงกว้างสุด 10 เมตรและสูง 3.7 เมตรและหนักถึง 87 ตัน

เมื่อระฆังถูกสร้างเสร็จพระองค์สั่งประหารชีวิตนายช่างที่ทำระฆังเพราะไม่ต้องการให้ใครสร้างเลียนแบบอีก

และสถานที่สุดท้าย ของเมืองก็คือ ซากหินของสิ่งคู่ขนาดใหญ่ lions of stone ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิราวดีแต่สุดท้ายก็สร้างไม่เสร็จอีกตามเคยมีแต่บริเวณส่วนท้ายของสิงห์เท่านั้นที่ ยังคงหลงเหลืออยู่

จากนั้นเราก็เดินทางกลับด้วยเรือลำเดิม เราไปแวะร้านอาหารไทยชื่อดังในเมืองมัณฑะเลย์ อย่างร้านTom Yum Koong 2 เพียงแค่บอกชื่อร้านพี่คนขับรถก็พาไปทันที มาที่นี่อย่าลืมกินลาบหมูกับกุ้งแม่น้ำนะ

ไปกันต่อ…..

เมืองสกาย ที่นี่ขึ้นชื่อเป็นเมืองแห่งวัด มีวัดนับพันๆ แห่ง เป็นเมืองรอง เจริญมาควบคู่กับราชธานีอังวะ

เมื่อข้ามสะพานมารถทุกคันจะต้องเสียค่าข้ามสะพาน

เมืองนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองอังวะ เป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธในมัณฑะเลย์ สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรของชาวไทยใหญ่ (ค.ศ. 1315–1364) เคยเป็นเมืองหลวงของพม่าระหว่างปี ค.ศ. 1760 ถึง 1763 ปกครองโดยพระเจ้ามังลอก

สถานที่แรกของ เมืองนี้ คือ วัดอูมิตรง (u min thonze caves)หรือวัด 30 ถ้ำ ใครมาที่นี่ก็ต้องชมพระพุทธรูปจำนวน 45 องตั้งเรียงรายเป็นแนวพระจันทร์เสี้ยวประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มประตูที่เรียงเป็นโขง ใครมาที่นี่ก็ต้องชมพระพุทธรูปจำนวน 45 องตั้งเรียงรายเป็นแนวพระจันทร์เสี้ยวประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มประตูที่เรียงเป็นโค้ง ครึ่งวงกลมจำนวน 30 ซุ้ม และที่สำคัญที่นี่เป็นจุดชมเมืองสกายน์ได้สวยทีเดียว

จากนั้นขึ้นสูงบนสะกายฮิลล์ (Sagaing Hills) เพื่อไปนมัสการเจดีย์สีทองที่วัดซวนอูปุ๊ยาฉิ่น ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในมีความสูง 29 เมตรและสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้สวยงามมากโดยทิศตะวันออกมองเห็นแม่น้ำเอยาวดี และความสวยงามของเจดีย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุม

วิวจากบนนี้ไกลสุดลูกหูลูกตา และดูเหมือนที่นี่จะเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวพม่าทุกวัย วัยรุ่นก็ชวนกันมาทำบุญแต่งตัวพื้นเมือง สวยงามมาก

สำหรับช่างภาพที่มาที่นี่ก่อนที่จะเข้ามาถ่ายภาพจะต้องเสียค่าธรรมเนียมซะก่อนโดยจะมีโต๊ะเก็บเงินอยู่ด้านหน้าทางเข้า 300 Ks

และ สถานที่สุดท้ายของเมืองนี้ก็คือ ไปวัดกาวมุดอ (Kaunghmudaw Pagoda)เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจากประเทศศรีลังกา โดยมีเจดีย์ที่มีความโดดเด่นเป็นเจดีย์ทรงปลูกคว่ำความสูง 46 เมตร เส้นรอบวง 274 เมตรตั้งอยู่บนฐานซึ่งเป็นทรงกลมซ้อนกันสามชั้นฐานชั้นล่างสุดมีซุ้มนัต และเทวดาประดับอยู่รวมกว่า 120 ตน

และถัดมาด้านนอกมีเสาหินสูงประมาณ 1.50 เมตรจำนวน 812 ต้นล้อมองค์เจดีย์เอาไว้โดยแต่ละเสาร์จะมีช่องสำหรับใส่ตะเกียงน้ำมันเพื่อจุดในเทศกาลโคมไฟช่วงวันออกพรรษา

ซึ่งในอดีต สีเจดีย์แห่งนี้ เป็นสีขาวแต่มีการเปลี่ยนเป็นสีทองจนมาถึงในปัจจุบัน แต่ในตอนนี้ทางรัฐบาลมีการทำนุบำรุงและจะเปลี่ยนสีของเจดีย์กลับไปเหมือนในอดีตนั้นก็คือสีขาวนั่นเอง

จากนั้น เราก็ออกเดินทางไป เก็บภาพแสงยามเย็นที่สะพานไม้อูเบง เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก! ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ ก่อนเดินไปสะพานแวะไหว้พระที่วัด Taung Mingyi Pagoda

จากนั้นก็เดินไปที่สะพานไม่ไกลกันมาก …

สะพานไม้อูเบ็งนั้นมีความยาว 1.2 กิโลเมตร เป็นสะพานไม้ท่ียาวที่สุดในโลกและยังเก่าแก่ที่สุดในโลกทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานมุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ้าตอว์กยี สร้างขึ้นเมื่อราวปีค. ศ. 1850

มาช่วงนี้น้ำค่อนข้างน้อย แต่ก็ยังสวยงาม เขาว่ากันสะพานสร้างจากไม้สักจํานวน 1,086 ต้นที่เหลือจากการรื้อพระราชวังเก่ากรุงอังวะตอนที่ย้ายเมืองหลวงจากอังวะ มายังอมรปุระ ส่วนชื่อ ‘อูเบ็ง’ ก็มาจากช่ือขุนนางทําหน้าที่เป็นแม่กองงานสร้างที่มีนามว่า “อูเบียน” ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯ ให้มา โดยมีศาลาพักกลางสะพานทั้งหมด 5 ศาลา เมื่อแสงเริ่มลดต่ำลง เราก็เช่าเรือ ที่อยู่ริมน้ำพายออกไปชมวิวสะพานที่สวยสู้กันความแสงอาทิตย์

เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวก็ยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศที่สวยงามกับทุกคน

ต้องบอกเลยว่าที่นี้คือ must see เลย ต้องมาชมบรรยากาศ ยิ่งถ้ามาหน้าหนาวแม่บ้านว่า คงจะสวยและโรแมนติกกว่านี้เยอะ เริ่มหิวล่ะพี่คนขับเลยรีบพาไปที่ร้าน Bistro @ 82nd

ความตั้งใจอีกอย่างคือการไปกิน ไอติมที่ร้านไอติมNylon Ice Cream แต่เสียดายร้านปิดเพราะเขาไปงานบุญ เสียใจจริง เลยจำใจจบทริปในค่ำคืนนี้

กลับที่พักนอนหลับฝันดี….

ตื่นแต่เช้าไม่ต้องไปไหนไกล รีบไปบนดาดฟ้าของโรงแรม แสงยามเช้ากับเมืองมัณฑะเลย์ คือดีมาก

สำหรับบนนี้ในช่วงเวลากลางคืนก็เป็นบาร์สำหรับให้เราได้จิบเครื่องดื่มเย็นๆชมวิวเมือง บอกเลยหากมีเวลาได้มานอนที่นี้ ต้องมาลองนะ

จากนั้นก็รีบอาบน้ำ รับมื้อเช้าแล้ว Checkout มาเลยเพราะเราจะเที่ยวแล้วตรงไปสนามบินกันเลย แผนเที่ยวก็จัดเต็มจ้า !! และวันนี้เรามีไกด์ที่สามารถพูดไทยได้ล่ะ ที่เราเลือกมีไกด์ในวันสุดท้ายเพราะอยากได้เรื่องราวที่มากกว่าการอ่านจากแผ่นป้าย ซึ่งวันนี้เราจะไปเที่ยวพระราชวังมัณฑะเลย์กัน

เริ่มต้นกันที่วัดแรก Bagaya Monastery  วัดบากะยาตัววัดแกะสลักจากไม้สักทั้งหลัง  แถมยังมีเสาไม้ที่ทั้งใหญ่ และสูงอยู่โดยรอบตัว 200 กว่าต้น ไกด์สาวคนสวยนามว่าพี่นาง บอกเรามาเป็นวัดไม้สักที่สร้างโดยพ่อค้าคนจีน

เป็นวัดไม้สักสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าปดุงเมื่อปี ค.ศ. 1834 ยึดโครงสร้างไว้ด้วยเสาขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้สักทั้งต้น จำนวนทั้งหมด 267 ต้น

ส่วนบน หัวไม้มีมณฑปที่ทำจากปูนซีเมนต์ปิดด้านบนอยู่ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวพม่าที่เชื่อกันว่าจะกั้นไม่ให้น้ำฝนลงไปที่เนื้อไม้ ถือเป็นการรักษาอายุการใช้งานของไม้ให้นานขึ้น ไม่ผุ

เดิมทีใช้เป็นสถานที่เรียนพระพุทธศาสนาของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ปัจจุบันถูกใช้เป็นโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยมีพระสงฆ์ทำห้าที่เป็นครูสอน ภายในวัดก็ร่มรื่นส่วนนักท่องเที่ยวที่มาก็จะต้องถอดลงเท้าตั้งแต่หน้าวัดเดินลุยพื้นทรายกันเข้ามา

สถานที่ต่อไปวัดชเวนันดอว์ Shwenandaw Monastery วัดเก่าโบราณที่รอดจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งชาวพม่าจะเรียกวัดแห่งนี้ว่า พระอารามชเวนันดอว์ หรือ พระราชมณเฑียรทอง

ก่อนเข้าก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมสะก่อน บัตรเข้าชมเมืองด้วยนะ ราคา 10,000 จ๊าด สามารถชมได้ทั้งเมือง

วัดชเวนันดอว์ สร้างขึ้นจากไม้สักทองและใช้ทองคำปิดตัววัดทั้งหลัง แต่ปัจจุบันได้หลุดหลอกออกไปเกือบหมดแล้ว ด้านนอกจะมองเห็นเป็นตัวไม้สักทอง

ด้านในยังพอเห็นเนื้อสีทองอยู่บ้าง หลังคาของพระอารมชเวนันดอว์เป็นทรงปราสาท 5 ชั้น

ครั้งเมื่อก่อนพระราชมณเฑียรทองอยู่ในเขตพระราชวังเป็นสถานที่นั่งสมาธิของพระเจ้ามินดง และในตอนที่พระองค์ทรงประชวรก็จะมานั่งสมาธิและสิ้นพระชนม์ที่นี่ แต่ภายหลังหมดรัชกาลพระเจ้ามินดงแล้ว พระเจ้าธีบอขึ้นครองราชย์แทนได้ย้ายพระอารามมาไว้ยังจุดนี้ ซึ่งอยู่นอกกำแพงวังและเป็นบริเวณที่ตั้งในปัจจุบันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้วัดชเวนันดอว์รอดจากระเบิดและไฟสงครามทำให้หลงเหลืออดีตมาให้เราคนรุ่นหลังจนปัจจุบัน บริเวณด้านนอกก็มีการบูรณะวัดกันอย่างต่อเนื่อง

ไกด์ของเราเล่าให้ฟังว่าตุ๊กตาที่ติดที่ประตู เดิมรัฐบาลถอดเก็บกลับไปรักษากลัวสูญหาย แต่ปัจจุบันมีคำสั่งเอามาติดไว้ที่เดิม เลยทำให้ตุ๊กตาทุกตัวตามบานประตูและหน้าต่างมีการยึดตรึงด้วยตะปูตามภาพ

จากนั้นเราก็เดินไปที่วัดซึ่งอยู่ไม่ห่างกันที่มีชื่อว่า Maha Atulawaiyan วัดมหาอตุละวัยยัน สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามินดงในปี ค.ศ. 1857 ดั้งเดิมสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เดิมเคยมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงกว่า 9.1 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน

วิหารเดิมและพระพุทธรูปดังกล่าวถูกทำลายลงไปด้วยไฟลงครามในปี 1890 หลังในปัจจุบันเป็นหลังที่สร้างใหม่โดยรัฐบาลทหารของพม่าในปีค.ศ. 1996

ภายในวัดเป็นลานโล่งระดับของหลังคายกตัวสูงมาก ทำให้ภายในดูโปร่ง และกว้างขวาง

ไปต่อกับไฮไลท์ในวันนี้นั่นก็คือพระราชวังมัณถูกก่อสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้ามินดง ระหว่างปี ค.ศ. 1857-ค.ศ. 1859 หลังการย้ายเมืองหลวงจากอมระปุระมายังมัณฑะเลย์ โดยมีชื่อเรียกในภาษาพม่าว่าพระราชวังทองคำ

เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพระราชวังที่สุดท้ายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบอง

เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองพม่าในสงครามโลกครั้งที่สอง ทางอังกฤษคิดว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมของทหารญี่ปุ่น จึงได้ทำลายพระราชวังเสียด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1945 พระราชวังตกอยู่ในความเสียหายมาโดยตลอด จนปัจจุบันได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของมัณฑะเลย์ โดยสถานที่ที่เราอยู่นั้นเป็นสถานที่จำลอง ซึ่งในอดีตอาคารต่างๆตำหนักบ้านเรือนจะห่างกันมาก ตามเนื้อที่จริง

พระเจ้าธีบอ (หรือพระเจ้าสีป่อ) กับพระนางศุภยาลัต ทรงขึ้นครองบัลลังก์ต่อ เมืองมัณฑะเลย์ที่เคยรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้ามินดงปกครอง

สองพระองค์ทรงเข่นฆ่าญาติมิตรมากมาย เพื่อป้องกันมิให้ก่อการกบฏ ครั้นยังซ้ำร้ายเกิดโรคระบาด ก็โปรดฯ ให้ประหารข้าราชบริพารและชาวต่างชาติ เพื่อบรรเทาเหตุร้าย ตามคำแนะนำของบรรดาโหราจารย์

ความอำมหิตของทั้งสองพระองค์ รวมทั้งการที่ทรงโปรดฝรั่งเศสเป็นพิเศษ ทำให้อังกฤษไม่พอใจ จึงยึดผนวกพม่าเข้าเป็นอาณานิคมในปี ค.ศ. 1885 พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต ถูกเชิญเสด็จออกนอกประเทศ ไปประทับที่อินเดีย จนสิ้นพระชนม์ที่นั่น มัณฑะเลย์ถูกลดฐานะลง เป็นแค่เมืองอาณานิคม 

ข้อมูลจาก th.wikipedia.org/มัณฑะเลย์ , www.oceansmile.com , รูปพิธีกรรมสำเร็จโทษเจ้านายในพม่า , oknation.nationtv.tv

และภายในพระราชวังจะมีการจำลองหอคอยที่เล่ากันว่า เป็นหอคอยที่พระนางศุภยาลัต ขึ้นไปใช้กล้องส่องทางไกลมองกองทัพของ อังกฤษที่ยกทัพมาตีพม่า ซึ่งเมื่อเราขึ้นไปก็จะเห็นวิวมุมสูงของพระราชวังจำลอง

ส่วนบ้านหลังเล็กๆที่อยู่ด้านบนหลังคาของพระราชวังที่เป็นสีขาว ทำไว้เพื่อเป็นสถานที่นั่งของคนไล่นก เพราะชาวพม่าเชื่อว่าเชื้อสายกษัตริย์ มีความสูงศักดิ์แม้กระทั่งนกก็ไม่สมควรมาอยู่บนหัว

ด้านหน้าของพระที่นั่งน้ำพุ ห้องรับรองแบบตะวันตกและของพม่า

พระราชวังมัณฑะเลย์มีหลายตึก ทั้งห้องประชุมใหญ่และสภาสูงผู้บัญญัติกฎหมาย โดยมหาเจดีย์มียอดเจ็ดชั้น

พระราชวังได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่และได้รับการบูรณะ ออกแบบและฟื้นฟูตามต้นฉบับ แต่วัสดุที่ใช้ก็มีทั้งโลหะและไม้สัก

ส่วนอาคารเล็กๆที่อยู่รายล้อมก็คือตำหนักของสนมทั้งหลายซึ่งความเป็นจริงอาจจะอยู่ห่างกันตามเนื้อที่

ด้านหลังของพระราชวังจำลองก็มีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวม ความเป็นพระราชวังมัณฑะเลย์ ให้ได้ชมไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

อย่างเช่นสิ่งนี้คือราชรถขององค์พระมหากษัตริย์ที่มองด้วยตามีขนาดเล็กมาก

จากนั้นเดินไปด้านหน้าของพระราชวังก็จะมีการจำลองห้องบรรทมของพระมหากษัตริย์

พระเจ้าธีมอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเมืองมัณฑะเลย์
อังกฤษได้ขนเอาไปสมบัติทุกชิ้น ไม่เว้นแต่ราชบังลังก์นกยูง สัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ รวมทั้งพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรง

ที่นี้แม้จะเป็นเพียงการจำลองก็สวยงาม และยังคงมีเสน่ห์ของอดีตของพม่าอย่างชัดเจน จบจากพระราชวังเราจะไปต่อการที่ การกินข้าวเที่ยงที่เป็นอาหารพม่าที่ร้านบิงกะลาบา โดยการทดลองกินอาหารของพม่าต้องขอขอบคุณพี่นางไกด์สาวสวยของเราที่สั่งอาหารให้ได้ถูกปากคนไทยอย่างเรามาก

มาถึงขนมหวานก็อร่อยรสชาติจะติดมัน และมีวิธีการกินที่แปลกดี อย่างขนมครกบ้านเค้ากินกับน้ำจิ้มหวานหวาน

ส่วนขนมถ้วยนี้พี่นางเราว่าคนพม่าเชื่อว่าเป็นขนมที่เทวดากินก็คือแป้งทอดเคลือบน้ำตาลอร่อยดี

ส่วนอันนี้คือใบชากินแก้มกับถั่ว

จากนั้นพี่นางก็พาเราไปเที่ยววัดที่พระพุทธรูปเป็นหินอ่อนองค์ใหญ่ที่วัด Kyauktawgyi paya

และพี่นางก็ปลอบใจเราด้วยการไปกินไอติมทดแทนที่ไม่ได้ไปกินไอติมNylon Ice Cream เลยพามาที่ร้านนี้ บรรยากาศเหมือนย้อนกลับไปในประเทศไทยสมัยหลาย 10 ปีที่แล้ว !!!

นี่คือโยเกิร์ตปั่น

และนี่คือกาแฟเย็นคนที่นี่ไม่ค่อยกินน้ำแข็ง เลยทำให้กาแฟเย็นอาจจะมองไม่ค่อยเห็นน้ำแข็งสักเท่าไหร่

สถานที่ต่อไปคือตลาด Zay Cho Market ไปชมวิถีชีวิตของชาวพม่ากันอย่างแท้จริงพี่คนขับรถพาเราไปทิ้งตรงกลางตลาดเราสามคนรวมทั้งพี่นางก็เริ่มเดินในตลาด ภาพที่ได้มามัน Real สุดๆ

ส้มตำที่นี่ใส่ผักบุ้ง

ขนมหวานของชาวพม่าขายกันเป็นตู้ตู้

สาวสาวกลุ่มนี้เค้ายืนรอต่อกินยำกัน ส่วนภาพด้านล่างกล้วยทอดที่นี่กินกับข้าวเหนียว

พี่นางพาไปแวะร้านทำทอง ที่อยู่กลางเมือง ชื่อว่า King Galon ร้านทองแห่งนี้ ผลิตทองแท้ 100 % ด้วยฝีมือของชาวพม่า ทุกขั้นตอน ภายในร้านก็มีทองคำ และผลิตภัณฑ์จากทองคำจำหน่าย

จากนั้นก็ไปต่อกันที่ ร้านผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแฮนด์เมคทั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานที่ทำจากไม้ การปัก การถักทอ สวยงามทั้งร้าน

และสถานที่สุดท้ายก็คือร้านทอผ้า

ได้เวลาเดินทางกลับบ้าน พี่คนขับรถสุดหล่อ Mr. zayar shwetoe และพี่นางไกด์คนสวย Miss Nang ก็มาส่งพวกเราที่สนามบินมัณฑะเลย์เลยได้ถ่ายภาพหมู่รวมกันก่อนจากลา พี่ทั้งสองคนน่ารักและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี

BeTraveler-511.JPG

BeTraveler-509.JPG

BeTraveler-1665.JPG

สำหรับรายละเอียดของโรงแรม

สำหรับทริปนี้เราเลือกโรงแรมที่มีชื่อว่า Hotel Apex ถือว่าอยู่ใจกลางเมือง ใกล้กับเขามัณฑะเลย์ เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้านหน้าโรงแรม และที่สำคัญราคาไม่แพง เรานอนที่นี่สองคืน ประมาณ 2700 บาท

ส่วนอาหารเช้าก็หลากหลาย เป็นสไตล์อเมริกัน แบบบุฟเฟ่ต์ แต่ก็ยังมีอาหารท้องถิ่นของชาวพม่าให้ได้ลองชิมกัน พวก ข้าวต้มกับกับข้าวพื้นเมือง

ส่วนห้องอาหารก็อยู่ในทำเลที่ดีมองเห็นวิวเมืองได้อย่างชัดเจน

สำหรับทริปนี้ ทำให้เปลี่ยนความคิดต่อการท่องเที่ยวพม่าไปอย่างสิ้นเชิง อาหารการกินอาจจะลำบากหน่อย แต่หากมีคนท้องที่แนะนำก็ถือว่าผ่านฉลุย การท่องเที่ยวก็สนุกสนาน ผู้คนเรียบร้อยน่ารักและเป็นมิตร การเดินทางสดวกสบาย ปลอดภัยมาก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆสวยงามประทับใจมาก หากใครเป็นสายเที่ยวแนววัดวาอารามเหมือนกับพวกเรา คงจะต้องฟินแบบสุดๆ พวกเรามีความสุขมากและยังมีแผนจะกลับไปยลเสน่ห์ของพม่าอีกในทริปต่อไป แล้วเราจะมาบันทึกให้ผู้อ่านได้มีความสุขไปพร้อมๆกับเรานะ

ขอบคุณสำหรับการติดตาม

BeTraveler

Facebook Comments
Author

พ่อบ้านและแม่บ้านที่รักการท่องเที่ยว และพร้อมแบ่งปันความสุขที่ได้รับต่อทุกคนที่ชอบเหมือนกับเราโดยไม่หวังอะไรนอกจาก รอยยิ้มกว้างๆของพวกคุณ

Write A Comment