สวัสดีนักเดินทาง

หลังจากตอนที่แล้วเราพาทุกคนไปเที่ยวพุกาม ทุ่งทะเลเจดีย์แหล่งรวมอารยะธรรมที่สำคัญของประเทศพม่ากันแล้ว สำหรับใครที่อยากติดตามการท่องเที่ยวของเราในพุกามสามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่ รีวิวฉบับเต็ม https://bit.ly/35PesBE หรืออีกตอนที่เราไปเที่ยวเมืองมัณฑะเลย์ สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่ รีวิวฉบับเต็ม http://www.ibetraveler.com/myanmar/mandalay-myanmar/

พวกเราออกเดินทางจากพุกาม ซึ่งเราก็ยังใช้บริการ  Nayy Linn Naing Travels & Tours อีกเช่นเคย สำหรับใครที่อยากท่องเที่ยวพม่าแต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงแนะนะ  Nayy Linn Naing Travels & Tours ฝากช่องทางการติดต่อด้วยนะคะ

น้องโตคนขับสุดหล่อขับพาเราออกจากเมืองพุกามเดินทางด้วยระยะทางที่ยาวไกล กว่า 7 ชั่วโมงและระหว่างทางก็พามาแวะทานข้าวเที่ยงที่เมืองกะลอว์ แห่งรัฐฉาน ที่เป็นเมืองที่อยู่บนเขา จากอากาศที่เป็นหน้าหนาวอยู่แล้ว พอเข้าเขตเมืองกะลอว์แม้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แต่อากาศก็หนาวมาก พวกเราชอบมาก

มาแวะกันที่ร้านอาหาร ที่น้องโตบอกว่าติดอันดับของ TripAdvisor เลยอยากให้ได้ลอง ร้านมีชื่อว่า 7 Sisters เมื่อเข้าไปในร้านน่ารักมาก เล็กๆ สะอาด ตกแต่งได้เหมือนว่าเรามากินข้าวบ้านเพื่อน ซึ่งเราเลือกที่จะนั่งด้านนอก เพราะอากาศดีเหลือเกิน

มาดูเมนูกัน เอาตรงๆ ให้ทางร้านแนะนำ บอกว่าเราอยากกินประเภทไหน และก็เน้นว่าไม่กินเนื้อ เท่านั้นมาดูกันว่าเรากินอะไรกันไปบ้าง

จานแรก – เหมือนแหนมหมูที่ไม่เปรี้ยวอ่ะ กินได้ อร่อยดี

จานที่ 2 – ผัดผัก สั่งมากันขาดอากาศหายใจ 5555+ รสชาติก็ทั่วไปเนอะ

มาจานที่ 3 จานนี้เหมือนเป็นอาหารที่นิยมของทางร้าน รสชาติคล้ายผัดกระเพราบ้านเรา แต่จืดกว่านะ กินได้

จานที่ 4 อร่อยนะ สปาเก็ตตี้หมู

จานที่ 5 จานนี้สลัดอโวคาโด้ ที่สั่งจานนี้เพราะว่า จำรสชาติสลัดอโวคาโด้ที่ร้านในพุกามได้แม่นว่า มันอร่อยและสดชื่นมาก เลยเลือกที่จะสั่งมาอีกที่นี้ แต่พอจานนี้มาถึงโต๊ะ ตกใจกับหน้าตา คือเขาบดทุกอย่างรวมกันหมดมันเลยไม่น่ากิน ส่วนรสชาติก็แปลกๆ พวกเราข้ามเลยจานนี้

และสุดท้าย ซุปหัวหอม ที่ผสมกับถั่วลิสงเหมือนของหวาน รสชาติเหมือนเรากำลังกินขนมหม้อแกงต้มในน้ำ ขอผ่านเช่นเดียวกัน 555+

สำหรับร้านนี้ ถ้าใครจะมาแวะลองทำการบ้านเรื่องเมนูมาดีๆ อาจจะได้ทานอะไรอร่อยๆ มากกว่าเราก็ได้ พวกเราเชื่อนะ ว่าทุกจานอร่อยหมดแต่แค่อาจจะไม่ถูกปากหรือไม่คุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้ลองชิม ได้ลองเรียนรู้วัฒธรรมที่แตกต่างด้านอาหาร สนุกดี ..

กินอิ่มก็อกเดินทางกันต่อ เมื่อเริ่มเข้าเขตอินเล น้องโตพาแวะจ่ายค่าธรรมเนียมต่อคน คนละ 15000 Ks หรือ ประมาณ 300 บาท

ถึงแล้วบริเวณท่าเรือ น้องโตส่งต่อพวกเราลงเรือและมีคนเรือที่ชื่อว่า ไวไว มาดูแลเราต่อแล้วน้องโตจะมารับเราอีกที ในวันถัดไปที่ท่าเรือนี้

โดยจุดมุ่งหมายของเราคือ Paramount inle resort ซึ่งระหว่างทางเป็นเวลาของแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อากาศดีมาก แต่ลมแรงต้องพกเสื้อกันหนาวไปด้วยนะ

ระหว่างทางเจอสองหนุ่มแต่งตัวเต็มยศมาโชว์การแสดงกับกิจกรรมท้องถิ่น คือการพายเรือด้วยขา โชว์แล้วอย่าลืมทิ๊ปนะ 5555+ การใช้ขาและเท้าข้างเดียวในการพายเรือขณะที่ยืนอยู่หัวเรือของชาวประมงดั้งเดิมซึ่งเป็นชาวอินทาได้อีกด้วย โดยเหตุผลที่ต้องใช้เท้านั้นก็มาจากความสะดวกในการใช้เครื่องมือการตกปลา และเพิ่มความสามารถในการมองเห็นแปลงเกษตรที่ลอยอยู่ไล่เรี่ยกับระดับสายตาได้ทั่วถึง กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชาวประมงที่ใดในโลกสามารถเลียนแบบได้

ถึงแล้วจ๊ะ โรงแรม Paramount inle resort โรงแรมนี้เราให้ทางพี่เนเป็นคนจัดการเตรียมให้กับเรา ราคาไม่แพงนะ เทียบกับห้องพักที่สะอาด ใหม่ และที่สำคัญอาหารอร่อยมาก ทั้งอาหารเช้าและอาหารเย็น

พระอาทิตย์ลับของฟ้า ….

เข้าห้องพัก ได้สักแป๊ปก็เลยเดินไปห้องอาหารสั่งอาหารกิน …… ไม่ต้องแนะนำอะไรนะ ดูจากหน้าตาก็คืออาหารไทย อร่อยทุกอย่าง

มาพม่ารอบนี้ ข้าวผัดอร่อยทุกที่ …

อันนี้เป็นปลาชุบแป้งทอด มันดีมากค่ะ

และของหวานก็อร่อย … ราคาก็ไม่แพง ประมาณพันกว่าบาทไทย สำหรับ 4 คน ไม่แพงค่ะ

กินอิ่มนอนหลับ เตรียมตัวพักผ่อนพรุ่งนี้เราจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันแต่เช้า

วันรุ่งขึ้น น้องไวไวมารับเราออกจากที่พักไปจอดเรือชมพระอาทตย์ขึ้นกลางทะเลสาบอินเล บรรยากาศดีมาก และยามเช้าก็จะมีชาาวประมงท้องถิ่นออกมาหาปลาดำเนินวิถีชีวิตเป็นปกติ แต่สำหรับพวกเรามันสวยมาก เรือหาปลา กับท้องฟ้าสีส้ม

นั่งชมวิวกันชิลๆ ใครมาทะเลสาบอินเล ห้ามพลาดกิจกรรมชมพระอาทิตย์ขึ้นนะ มันดีมาก

กลับมาที่ห้องพักเลยขออยากอวดระเบียงห้องสักหน่อย ชิลล์สุดๆ

ได้เวลาอาหารเช้าแล้ว ที่นี้การบริการครบครันมาก อาหารเยอะ อร่อย พนักงานบริการดี ยินแย้มแจ่มใส

เหมือนเป็นก๋วยเตี๋ยวใส่กะทิ ปรุงแซ่บหรือกินแบบต้นตำรับ บอกเลยอร่อย

เมนูนี้ค่ะ แม่บ้านกินไปถึง 4 ชิ้น เหมือนเป็นข้าวคลุกกับปลาปั้นเป็นก้อนกินกับผักดอง และข้าวตังกรอบๆ หนูยอมค่ะ ยอมอ้วน อร่อยมาก กินเสร็จก็ออกเดินทางท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวในทะเลสาบอินเล เรือ = รถยนต์ และ พื้นน้ำ = พื้นถนน ป่ะออกเดินทางกัน

ขอแนะนำ สำหรับการมาที่นี้คือ เรือทุกลำไม่มีลังคา เดินทางไปไหนแนะนำพกหมวกและเสื้อแขนยาวด้วยนะ

สถานที่แรก วัดผ่องด่ออู Phaung Daw Oo Pagoda 

เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ศักดิ์สิทธิ์ 5 องค์ ที่เราเรียกกันว่า “พระบัวเข็ม” โดยประวัติของพระบัวเข็มเกิดในสมัยพระเจ้าอลองสิทธู กษัตริย์พุกาม นับหลายร้อยปีที่แล้ว ตัวองค์พระที่ประดิษฐานทั้ง 5 องค์ถูกปิดทองจนกลายเป็นก้อนกลมใหญ่กว่าองค์พระเดิมเป็นอย่างมาก ใครที่มาสักการะที่นี้จะมีความโชคดีทำให้เกิดความร่ำรวยและ ชนะศัตรูได้ เรามาที่นี้เป็นที่แรก ช่วงเช้าคนไม่เยอะ

ซื้อดอกบัวและแผ่นทองมาอย่างละ 5 เพราะสำหรับสักการะ พระบัวเข็มทั้ง 5 องค์

เราไม่ได้ปิดทองด้วยตนเอง ให้อธิฐานแล้วหยอดตู้ เหมือนเราทำบุญ

มาที่นี้อย่าลืมเดินข้ามสะพานไปชมเรือกาละเวก ที่มีไว้สำหรับอันเชิญพระบัวเข็ม 4 องค์แห่ไปตามหมู่บ้านรอบๆ ทะเลสาปอินเล ในช่วงออกพรรษา (ประมาณปลายเดือน กันยายน-ตุลาคม) ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นทุกปี มีเรื่องเล่ากันว่า วันงานแห่พระบัวเข็มทำไมถึงแห่แค่ 4 องค์ เพราะว่า เมื่อปี ค.ศ. 1965 ในระหว่างการแห่องค์พระนั้น เกิดพายุทำให้ขบวนเรือล่ม พระทั้ง 5 องค์จมลงสู่ทะเลสาบ ชาวบ้านร่วมกันช่วยงมหาองค์พระ ซึ่งพบได้เพียง 4 องค์เท่านั้น แต่ปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านกลับไปที่วัดพบว่า องค์พระองค์ที่ 5 นั้นได้ประดิษฐาน์อยู่ในวัดเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งตัวองค์พระยังคงเปียกน้ำและตะไคร่น้ำ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ไม่นำองค์พระองค์นี้ขึ้นขบวนแห่อีกเลย

ซึ่งจุดที่พระบัวเข็มจมน้ำลงไป ชาวบ้านได้ทำเสาหงษ์เป็นสัญลักษณ์ เอาไว้ด้วย

ป่ะไปกันต่อ ไวไว บอกว่าจะพาไปชมวิถีหมู่บ้านลอยน้ำ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา (Intha) ชนเผ่านี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลมานานนับร้อยปีแล้ว โดยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตรบนเกาะวัชพืชที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองกลางลำน้ำในทะเลสาบ

ดูจากเสาบ้านคือต้องแข็งแรงมากเนอะ และมีความถี่ของจำนวนไม้ที่เป็นฐานรองรับบ้าน

ร้านค้า โรงเรียน แม้กระทั่งกรงเลี้ยงสัตว์ ทั้งหมู ไก่ ก็เป็นเพิงลอยน้ำ ติดกับตัวบ้าน แปลกดี

นี่สงสัยคงเป็น เซเว่นของที่นี้ คึกคักดีจัง

สถานที่ต่อไป ไวไว พาไปเที่ยว โรงงานทอผ้าจากใยบัว 

การทอผ้าจากใยบัวเป็นการทอผ้าที่มีมาแต่โบราณและมีที่นี้ที่เดียว ซึ่งต้องเป็นใยบัวที่เอามาจากบัวที่อยู่ในทะเลสาปสีชมพูเท่านั้น เพราะใยจะแข็งแรงมากกว่า โบราณว่ากันว่าชาวอินทาจะนำใยบัวมาทอเป็นผ้าใช้ในพิธีทางศาสนา

คุณป้า บรรจงสาธิตการนำใยบัวออกมาใช้ ซึ่งต้องใช้ก้านบัวจำนวนมากต่อผ้า 1 ผืน ดังนั้น ไม่ต้องถามต่อ แพงมากค่ะ ผืนที่ทอเสร็จแล้ว

ดังนั้นการทอผ้าจึงมีวิวัฒนาการคือการทำใยบัวมาทอผสมผสานกับฝ้ายและไหม มีการย้อมสีธรรมชาติที่สวยงาม ใครมาที่อินเล ต้องมาชมของดีที่นี้นะคะ ถือว่าเป็น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ของอินเลยเลย

ดูการทอผ้า สาธิตใยบัวแล้ว ก็มีผ้าให้ช้อปกันด้วย …..

สถานที่ต่อไป บุหรี่ขี้โยเพราะบริเวณทะเลสาบอินเลมีการปลูกยาสูบจำนวนมาก ไวไวบอกว่า บุหรี่อินเล กลิ่นไม่แรงเป็นเอกลักษ์เลย แต่พวกเราก็ไม่ได้ลองนะ

เหล่าบรรดาแม่บ้าน ก็มีหารายได้ พี่ๆเขามวนบุหรี่กันไวมาก

ก่อนออกจากบ้านทำบุหรี่ วิวจากบนบ้านกับวิถีชาวอินเล สวยงามจริง ๆ

และสุดท้าย บ้านทำเครื่องเงิน ซึ่งเครื่องประดับทุกชิ้น เป็นสินค้าที่ทำด้วยมือ ใช้ความประณีตมาก นอกจากเครื่องประดับยังมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แก้ว ถ้วยชาม เป็นต้น

สถานที่ต่อไปเรานั่งเรือ ยาวๆ ไป เจดีย์พันองค์ shwe inn thein นั่งนานอยู่เหมือนกันผ่านลำคลองค่อยๆแคบลง

เมื่อลงจากเรือก่อนเดินขึ้นไปบนเจดีย์ มีกล้องถ่ายรูปอย่าลืมเสียค่าธรรมเนียมนะ …. จากนั้นก็ออกแรงเดินหน่อย ระหว่างทางเดินก็มีร้านขายคลองมองเพลินๆ เดี๋ยวก็ถึง …

หมู่เจดีย์หลากหลายขนาดและรูปทรงนับพันองค์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอายุเก่าแก่ยิ่งกว่าเจดีย์ชเวดากองในย่างกุ้ง

ออกจากที่นี้สถานที่ต่อไป ไป วัดแมวกระโดด (Nga Phe Chaung Monastery) แต่ปัจจุบันไม่มีแมวกระโดดแล้ว แต่ก็มีแมวจำนวนมาก

วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปหลายขนาดเรียงรายอยู่รอบๆศาลา พุทธลักษณะสง่างาม ผอมบาง คิ้วโค้งเรียว อันเป็นลักษณะของพระพุทธรูปตามความเชื่อของคนในรัฐฉาน เรียกพุทธลักษณะอย่างนี้ว่า Jumpudirit Style ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญคือ มีมงกุฎและสายคาดเอวที่อลังการด้านหน้าของพระพุทธรูป อันมีเรื่องเล่าว่าพระพุทธเจ้าได้แสดงให้กษัตริย์ Jumpudirit ตระหนักว่าเครื่องนุ่งหามที่อลังการเป็นเพียงสิ่งลวงตาเท่านั้น ชนชาวฉาน มีชื่อเสียงในการทำเครื่องเขินด้วยไม้ รวมถึงการสร้างพระพุทธรูปด้วย พระพุทธรูปของรัฐนี้ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหนจึงมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าพระพุทธรูปสำริดแบบที่เราเห็นทั่วไป

ไม่มีแมวกระโดดแต่วิวรอบๆ วัดดีมาก สามารถมองเห็นสวนลอยน้ำของชาวบ้านได้ชัดเจน

และความน่ารักของเจ้าแมวน้อย …

ชาวอินเลหล่อเลี้ยงตัวเองดำรงชีพด้วยการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกมะเขือเทศ (ได้ชื่อว่ารสชาติหวานอร่อย) และผักอื่นๆ เช่น แตงกวา ถั่ว มะเขือยาว ชาวอินเลจึงคิดค้นวิธีสร้างพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเอาชนะธรรมชาติ โดยการนำเอาวัชพืชลำต้นกลวงเช่น ต้นอ้อ ที่ขึ้นในน้ำมาตากแห้งแล้วมัดรวมกันเป็นแพ แล้วงมเอาดินโคลนที่อยู่ใต้น้ำขึ้นมาวางบนแพ ผูกเชือกยึดไว้ด้วยไม้ไผ่ไม่ให้ลอยไปมา

สำหรับที่นี้ ทะเลสาบอินเล ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ แวดล้อมไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อนบนความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 875 เมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางชีวภาพจาก UNESCO เพื่ออนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้เพื่อการเรียนรู้ การผสมผสานการดำรงชีวิตในปัจจุบันร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

💙ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่าแห่งนี้ คือแหล่งร่วมวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว
เปรียบกับประโยคที่ว่า สายน้ำสร้างชีวิต

💙ทะเลสาบอินเล จึงถือว่าเป็นจุดท่องเที่ยวที่ใครมาพม่า แนะนำให้ลองมาสัมผัสความธรรมดาที่เป็นความสุขที่นี้ …… สักครั้ง

และใครที่อยากจะเที่ยวพม่า .. พวกเราแนะนำ Nayy Linn Naing Travels & Tours ฝากช่องทางการติดต่อด้วยนะคะ

Be Traveler

Facebook Comments
Author

พ่อบ้านและแม่บ้านที่รักการท่องเที่ยว และพร้อมแบ่งปันความสุขที่ได้รับต่อทุกคนที่ชอบเหมือนกับเราโดยไม่หวังอะไรนอกจาก รอยยิ้มกว้างๆของพวกคุณ

Write A Comment